กลืนกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือสารกัดกร่อน ซึ่งจะรู้ได้เพราะกลิ่น หรือมีแผลไหม้ในปากและคอ
1. ห้ามทำให้อาเจียน
2. ให้ดื่มน้ำเย็นหรือนม (แต่ถ้าคลื่นไส้หรืออาเจียน ไม่ควรให้ดื่ม)
3. รีบพาไปหาหมอ
ทำไมต้องมีการปฐมพยาบาล และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเป็นก็ดูแลผู้ป่วยก่อนที่จะถึงมือแพทย์ ได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด
วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กรดหรือด่างลวกผิวหนัง
กรดหรือด่างลวกผิวหนัง
1. แช่หรือจุ่มอวัยวะส่วนนั้นลงในอ่างน้ำ หรือล้างน้ำนานๆ
2. ล้างด้วยน้ำสบู่จางๆ
3. ถ้าผิวหนังลอกออก ให้ทำแผลแบบไฟลวก
1. แช่หรือจุ่มอวัยวะส่วนนั้นลงในอ่างน้ำ หรือล้างน้ำนานๆ
2. ล้างด้วยน้ำสบู่จางๆ
3. ถ้าผิวหนังลอกออก ให้ทำแผลแบบไฟลวก
วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กรดหรือด่างเข้าตา
กรดหรือด่างเข้าตา
1. ห้ามขยี้ตา รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดมากๆ หลายๆครั้ง
2. ห้ามใช้ด่างหรือกรดล้างแก้ฤทธิ์ เพราะจะยิ่งมีอันตรายต่อดวงตามากขึ้น
3. รีบพาไปหาหมอ
1. ห้ามขยี้ตา รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดมากๆ หลายๆครั้ง
2. ห้ามใช้ด่างหรือกรดล้างแก้ฤทธิ์ เพราะจะยิ่งมีอันตรายต่อดวงตามากขึ้น
3. รีบพาไปหาหมอ
วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สำลักสิ่งแปลกปลอมแล้วติดคอหรือหายใจไม่ออก
สำลักสิ่งแปลกปลอมแล้วติดคอหรือหายใจไม่ออก
1. ถ้ายังหายใจได้ พูดได้ อย่าพยายามล้วงออก ให้รีบไปหาหมอ
2. กรณีผู้ป่วยรู้สึกตัว เป็นผู้ใหญ่หรือเด็กโต ให้ใช้วิธี “รัดท้องอัดยอดอก” หรือ “รัดอัดท้อง” โดย
1) ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วย ใช้แขน 2 ข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย
2) ผู้ช่วยเหลือกำหมัดข้างหนึ่งวางบริเวณเหนือสะดือผู้ป่วยเล็กน้อยใต้กระดูกอ่อนลิ้นปี่ ดังรูป
3) ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วทำการอัดเข้าท้องแรงๆเร็วๆขึ้นไปข้างบน
4) อัดหมัดเข้าท้องซ้ำๆกันหลายๆครั้งจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาหรือผู้ป่วยหมดสติ
3. กรณีอยู่ลำพัง ช่วยเหลือตัวเองดังนี้
1) กำหมัดข้างหนึ่งวางเหนือสะดือ
2) ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหม้ดไว้แล้วก้มต้วให้มือพาดขอบแข็งๆ เช่น พนักเก้าอี้ ขอบโต๊ะ
3) ก้มตัวแรงๆเพื่อกระแทกหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันขึ้นข้างบน ทำซ้ำหลายๆครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุด
4. กรณีเด็กทารกต่ำกว่า 1 ปี
1) จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย
2) ใช้ฝ่ามือตบลงกลางหลังของทารก ระหว่างกลางของสะบัก 2 ข้าง เร็วๆ 5 ครั้ง ดังรูป
3) ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางบนกระดูดหน้าอกเหนือกระดูกลิ้นปี่ แล้วกด
อกลง (ประมาณครึ่งถึง 1 นิ้ว) เร็วๆ 5 ครั้ง ดังรูป
4) ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการ “ตบหลัง” 5 ครั้ง สลับกับ “กดหน้าอก” 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดหรือทารกหมดสติ
0025006 ยาในชีวิตประจำวัน (Drug in Daily Life) ภญ.ดร.สกุลรัตน์ รัตนาเกียรติ์ หน้า 36
5. กรณีผู้ป่วยหมดสติ
1) จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้น
2) เปิดทางหายใจให้โล่ง โดยวิธี “เงยหน้า เชยคาง” ดังรูป
3) ตรวจในช่องปาก ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อยๆเขี่ยและเกี่ยวออกมา ถ้ามองไม่เห็นหรืออยู่ลึก ไม่ควรใช้
นิ้วล้วงเพราะสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดลึกเข้าไปอีก
4) ลองช่วยหายใจโดยการเป่าปาก 2 ครั้ง ครั้งละ 1-1.5 วินาที ถ้าเป่าแล้ว หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้น (ลมเข้าปอด) ให้ช่วยเป่าปาก
ต่อ 10-12 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ 12-20 ครั้งต่อนาทีในเด็กโต หรือ 20-24 ครั้งต่อนาทีในเด็กเล็ก ถ้าหน้าอกไม่ยกขึ้นให้ทำ
ข้อ 5)
5) ทำการอัดท้อง 6-10 ครั้ง ในท่านอนหงายสำหรับผู้ใหญ่ หรือตบหลังสลับกดหน้าอกสำหรับทารกต่ำกว่า 1 ปี ทำจนสิ่ง
แปลกปลอมหลุดหรือผู้ป่วยหายใจเองได้ แล้วตรวจดูในช่องปากเหมือนข้อ 3)
6) ถ้าสิ่งแปลกปลอมไม่หลุด หรือผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ให้ทำตามข้างต้นทุกข้อจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล
7) ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจและไม่กระดุกกระดิกเลยให้เป่าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล และตรวจเช็ค
ช่องปากเป็นระยะ
1. ถ้ายังหายใจได้ พูดได้ อย่าพยายามล้วงออก ให้รีบไปหาหมอ
2. กรณีผู้ป่วยรู้สึกตัว เป็นผู้ใหญ่หรือเด็กโต ให้ใช้วิธี “รัดท้องอัดยอดอก” หรือ “รัดอัดท้อง” โดย
1) ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วย ใช้แขน 2 ข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย
2) ผู้ช่วยเหลือกำหมัดข้างหนึ่งวางบริเวณเหนือสะดือผู้ป่วยเล็กน้อยใต้กระดูกอ่อนลิ้นปี่ ดังรูป
3) ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วทำการอัดเข้าท้องแรงๆเร็วๆขึ้นไปข้างบน
4) อัดหมัดเข้าท้องซ้ำๆกันหลายๆครั้งจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาหรือผู้ป่วยหมดสติ
3. กรณีอยู่ลำพัง ช่วยเหลือตัวเองดังนี้
1) กำหมัดข้างหนึ่งวางเหนือสะดือ
2) ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหม้ดไว้แล้วก้มต้วให้มือพาดขอบแข็งๆ เช่น พนักเก้าอี้ ขอบโต๊ะ
3) ก้มตัวแรงๆเพื่อกระแทกหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันขึ้นข้างบน ทำซ้ำหลายๆครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุด
4. กรณีเด็กทารกต่ำกว่า 1 ปี
1) จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย
2) ใช้ฝ่ามือตบลงกลางหลังของทารก ระหว่างกลางของสะบัก 2 ข้าง เร็วๆ 5 ครั้ง ดังรูป
3) ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางบนกระดูดหน้าอกเหนือกระดูกลิ้นปี่ แล้วกด
อกลง (ประมาณครึ่งถึง 1 นิ้ว) เร็วๆ 5 ครั้ง ดังรูป
4) ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการ “ตบหลัง” 5 ครั้ง สลับกับ “กดหน้าอก” 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดหรือทารกหมดสติ
0025006 ยาในชีวิตประจำวัน (Drug in Daily Life) ภญ.ดร.สกุลรัตน์ รัตนาเกียรติ์ หน้า 36
5. กรณีผู้ป่วยหมดสติ
1) จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้น
2) เปิดทางหายใจให้โล่ง โดยวิธี “เงยหน้า เชยคาง” ดังรูป
3) ตรวจในช่องปาก ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อยๆเขี่ยและเกี่ยวออกมา ถ้ามองไม่เห็นหรืออยู่ลึก ไม่ควรใช้
นิ้วล้วงเพราะสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดลึกเข้าไปอีก
4) ลองช่วยหายใจโดยการเป่าปาก 2 ครั้ง ครั้งละ 1-1.5 วินาที ถ้าเป่าแล้ว หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้น (ลมเข้าปอด) ให้ช่วยเป่าปาก
ต่อ 10-12 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ 12-20 ครั้งต่อนาทีในเด็กโต หรือ 20-24 ครั้งต่อนาทีในเด็กเล็ก ถ้าหน้าอกไม่ยกขึ้นให้ทำ
ข้อ 5)
5) ทำการอัดท้อง 6-10 ครั้ง ในท่านอนหงายสำหรับผู้ใหญ่ หรือตบหลังสลับกดหน้าอกสำหรับทารกต่ำกว่า 1 ปี ทำจนสิ่ง
แปลกปลอมหลุดหรือผู้ป่วยหายใจเองได้ แล้วตรวจดูในช่องปากเหมือนข้อ 3)
6) ถ้าสิ่งแปลกปลอมไม่หลุด หรือผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ให้ทำตามข้างต้นทุกข้อจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล
7) ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจและไม่กระดุกกระดิกเลยให้เป่าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล และตรวจเช็ค
ช่องปากเป็นระยะ
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ถูกแมงกะพรุนไฟ
ถูกแมงกะพรุนไฟ
1. ใช้ใบมีดหรือแผ่นพลาสติกขูดบริเวณนั้นเพื่อเอาเมือกออก
2. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่
0025006 ยาในชีวิตประจำวัน (Drug in Daily Life) ภญ.ดร.สกุลรัตน์ รัตนาเกียรติ์ หน้า 35
3. ใช้ผักบุ้งทะเล (ขยี้ให้มีน้ำ) หรือวุ้นจากใบว่านหางจระเข้ทา หรือทาด้วยน้ำปูนใส หรือครีมสเตียรอยด์ หรือแอมโมเนีย
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้นำส่งโรงพยาบาล
1. ใช้ใบมีดหรือแผ่นพลาสติกขูดบริเวณนั้นเพื่อเอาเมือกออก
2. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่
0025006 ยาในชีวิตประจำวัน (Drug in Daily Life) ภญ.ดร.สกุลรัตน์ รัตนาเกียรติ์ หน้า 35
3. ใช้ผักบุ้งทะเล (ขยี้ให้มีน้ำ) หรือวุ้นจากใบว่านหางจระเข้ทา หรือทาด้วยน้ำปูนใส หรือครีมสเตียรอยด์ หรือแอมโมเนีย
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้นำส่งโรงพยาบาล
วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ตะขาบ แมงมุม แมงป่อง กัด
ตะขาบ แมงมุม แมงป่อง กัด
1. ทาแผลด้วยครีมสเตียรอยด์ หรือแอมโมเนีย
2. ถ้าปวด กินยาแก้ปวด ใช้น้ำแข็งประคบ
3. ถ้าปวดมาก พาไปหาหมอ
1. ทาแผลด้วยครีมสเตียรอยด์ หรือแอมโมเนีย
2. ถ้าปวด กินยาแก้ปวด ใช้น้ำแข็งประคบ
3. ถ้าปวดมาก พาไปหาหมอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)